2007/Dec/16

คำถาม: อยากกราบเรียนถามหลวงพ่อครับว่า ศีลข้อ 4 นี้ ทุกคนจะบอกว่า รักษากันยาก ครับ โดยเฉพาะพ่อค้าอย่างพวกกระผมนะครับ อยากกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า มีทางใดบ้างที่จะสามารถรักษาศีลข้อนี้ให้บริสุทธิ์ได้ครับ

 

 

คำตอบ: เจริญพร คุณโยมถามถูกคนเลยนะ ก่อนที่หลวงพ่อจะมาบวช หลวงพ่อเป็น Salesman เก่านะ ต้องว่าอย่างนี้ก่อน อยู่ในยุทธจักรทางการค้ามาพอสมควร แล้วก็พบด้วยตัวเองว่าเอาจริงๆแล้ว พวกพ่อค้าที่ค้าของเป็นหลักเป็นฐาน ค้าการค้าใหญ่ๆ ยิ่งระดับโลก ระดับชาติอะไรอย่างนี้ พวกนี้จะยิ่งไม่โกหก ถ้าโกหกแสดงว่า...การค้าจิ๊บจ๊อย ซึ่งมันก็พอสมกับคนจิ๊บจ๊อย คนกระจอก เอาดีไม่ได้ หรือไม่หวังที่จะเอาดีกับการค้าจริงๆ อันนี้ยังต้องตอบอย่างนี้ก่อนนะ เอาละ...เราก็เห็นๆกันว่าสินค้าในท้องตลาด ในที่สุดแล้ว มันสู้กันด้วยอะไรบ้าง1.ถ้าสู้กันจริงๆ ก็สู้กันด้วยคุณภาพ
2.กับสู้กันด้วยการบริการ อันนี้หนักหน่อย
3.แล้วสุดท้าย จึงค่อยมาสู้กันด้วยราคา นี่ชัดเจนเลย
ส่วนว่า จะมีบางครั้งบางช่วงบางคราว เป็นเรื่องของแฟชั่น หรือแบบอะไรต่ออะไรที่จะเอามาสู้กัน ก็จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพก็แล้วกัน หรือลด แลก แจก แถม ก็เป็นบางครั้งบางคราว โดยในที่สุดแล้วก็ต้องบอกว่า ความจริงใจนั่นแหละ มีคุณค่าที่สุด มนุษย์เรานี่แปลก ไม่ว่าลูกรัก เมียรัก ผัวรัก เพื่อนรัก อะไรก็ตามที จะรักกันได้ ตราบที่พบว่า ยังมีความจริงใจกัน ถ้าหมดความจริงใจกันแล้วล่ะก็ ต่อให้เป็นเทวดาก็หมดรัก ดีไม่ดีจะเป็นศัตรูกันเอาด้วย ความจริงใจนั่นแหละ จะทำให้คนเรานี่คบกันยืด รักกันนานเพราะฉะนั้น คนที่บอกว่า ศีลข้อที่ 4 รักษายาก...มันฟ้อง...ฟ้องตั้งแต่ 1.ขออภัยเถอะ...สันดาน คือ อุปนิสัยที่ติดตัวมาข้ามชาติ เพาะมาไม่ดี จึงมีความเห็นผิดอย่างนั้น 2.หรือข้ามชาติ ก็ฝึกตัวมาดี แต่ว่าชาตินี้ตั้งแต่เกิดมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมไม่ค่อยจะดี อยู่ท่ามกลางคนโกหกเสียแล้ว มันก็เลยพลาดไป 3.หรือ ทั้งๆที่สิ่งแวดล้อมแต่เดิมก็ดีอยู่ แต่ตัวเองได้รับประสบการณ์ที่ไม่ค่อยจะดี อาจจะเป็นคนซื่อแต่ไปเจอกับคนโกงคนเกเรเข้า เลยบีบคั้นให้เราไปเป็นอย่านั้น หรือว่า การบริหารของเราผิดพลาด ก็เลยทำให้เกิดภาวะยอบแยบทางเศรษฐกิจ แล้วก็เลยเอาตัวรอด จากเอาตัวรอดชั่วคราว กลายไปเป็นถาวรไปเสียอีกแล้ว เอาตัวรอดไปได้แค่ชั่วคราว แต่นิสัยกลายเป็นชั่วถาวร ไม่คุ้มในแง่ของหลวงพ่อยิ่งทำการค้าขาย ยิ่งต้องเอาความจริง เอาความดี เอาคุณภาพเข้าสู้ พูดง่ายๆ... เรื่องที่หนึ่ง สัจจะเป็นตัวตั้ง แล้วจะรักกันนาน เรื่องที่สอง เป็นสิ่งที่ต้องคิดมากเลย เคยเตือนหลายๆคนเขาว่าอย่างนี้...คนโกหกคนอื่น 1ครั้ง มีความจำเป็นจะต้องโกหกตัวเองอย่างน้อย อย่างน้อยนะ 3ครั้ง ส่วนอย่างมากนับไม่ไหว เป็นยังไง...ก็ก่อนจะโกหกใคร 1.ต้องเตรียมเรื่อง ไม่เตรียมจะเอาอะไรมาโกหก การเตรียมเรื่องนั่นแหละ โกหกตัวเองแล้ว 2.ลงมือพูด พอพูดเสร็จ นั่นแหละ โกหกตัวเอง 2 ครั้งแล้ว 3.หลังจากนั้น เจอเขาอีกเมื่อไหร่ก็ต้องโกหกต่อ แม้ยังไม่ทันเจอ ได้ข่าวว่า เขาจะมาที่นั่นที่นั่น แล้วคงต้องไปเจอกันแน่ ก็ต้องถามตัวเองว่า วันนั้นโกหกว่าอย่างไร ต้องมาทบทวนอีกแล้ว เป็นอันว่าโกหกคนอื่น 1ครั้ง ต้องตามโกหกตัวเองเบาะๆ 3ครั้ง แต่อย่างมาก Infinity นับไม่ไหว เพราะฉะนั้น ถ้าใครไม่อยากจะต้องโกหกตัวเอง แล้วก็กลายเป็นคนสับสนล่ะก็ ตั้งใจรักษาศีลข้อที่ 4 ให้ดียิ่งกว่านั้น เคยสังเกตไหม บางคนอายุ 80 ก็แล้ว 90 ก็แล้ว ไม่หลงไม่ลืม อายุร้อยเข้าไปแล้ว เคยเจอ ...ไม่หลง แต่บางคน 60-70 หลงเสียแล้ว ทำไม อายุ 90 ไม่หลง 100 ไม่หลง...ฟ้องเลย...คนๆนี้ตลอดชีวิตโกหกไม่เป็น เขาจึงไม่มีเรื่องสับสนอยู่ในใจ แต่พวกที่ 60 กว่า ไม่ถึง 70 หลงแล้ว พวกนี้โกหกทั้งชาติ เพราะฉะนั้น ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากจะเป็นคนหลงคนลืมตอนแก่ๆ ขนาด 90 ยังไม่หลงเลยล่ะก็ อย่าไปโกหกนะ นี่คือโทษของการโกหกเห็นกันชัดๆเลยในชาตินี้ยังไม่พอ...คนโกหกมากเท่าไหร่ ความเชื่อมั่นในตัวเองก็หดหายไปเท่านั้น ยังไม่พอ...ใครโกหกเก่งๆ ในที่สุด เขาก็ต้องจับจนได้นั่นแหละ มันจะไปโกหกกัน Forever ได้อย่างไร ผลสุดท้าย แม้เด็กหัวเท่ากำปั้นมันก็ยังไม่เคารพ ลูกตัวเอง หลานตัวเอง มันก็ไม่เคารพ แล้วคุณค่าของเรามันจะเหลือตรงไหน เพราะฉะนั้น จึงมีคำพูดอยู่คำหนึ่ง ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ คืออย่างไร...คือแก่ไปตามวัย มันก็ต้องเป็นผู้ใหญ่...ผู้หลัก คืออย่างไร...คือไม่โกหก...มันถึงจะเป็นหลักได้ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ให้ลูกหลานได้กราบได้ไหว้ อย่าไปโกหกมันเชียวนะ นี่คือโทษ-คุณ ที่เห็นกันชัดๆ โทษของการโกหก คุณของการรักษาศีลข้อที่ 4 มันเป็นอย่างนี้ แต่ไม่เท่านี้...ใครรักษาศีลดี มันเป็นสัจจะประจำตัว ให้พรใครก็ศักดิ์สิทธิ์พุทธองค์ตรัสเอาไว้ คนที่โกหกทั้งรู้ ไม่มีความชั่วอะไรในโลกที่เขาทำไม่ได้ ตรัสหนักขนาดนั้น เพราะฉะนั้น รักษาความดีเอาไว้เถอะ แล้วจะศักดิ์สิทธิ์ข้ามชาติเลย 

 

 ที่มา : หลวงพ่อตอบปัญหา  พระภาวนาวิริยคุณ   ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

 

edit @ 16 Dec 2007 14:37:01 by ....:~[P]ap{i}LL@n~:....

2007/May/02

แม่... ไม่คิดเงิน

เจ้าเด็กชายตัวน้อยของเราเข้าไปหาแม่ และส่งกระดาษให้
หลังจากแม่เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้ว
เธอก็ก้มลงอ่านค่าตัดหญ้า 5 บาท
ค่าทำความสะอาดห้องผมอาทิตย์นี้ 1 บาท
ค่าซื้อของให้แม่ 2.5 บาท
ค่าดูแลน้องชาย 2.5 บาท
ค่าเอาขยะไปทิ้ง 1 บาท
ค่าได้คะแนนดี 5 บาท
ค่ากวาดสนาม 2 บาท
รวมค้างชำระ 19 บาท

เธอหยิบปากกาขึ้นมา พลิกไปด้านหลังแล้วเขียน
เก้าเดือนที่แม่อุ้มท้อง
ไม่คิดเงิน
เวลาแม่พยาบาลลูก และสวดมนต์ให้ลูก ไม่คิดเงิน
ค่าที่ลูกทำให้แม่เสียน้ำตา ไม่คิดเงิน
ของเล่น อาหาร เสื้อผ้า พาเที่ยว ไม่คิดเงิน
แม้แต่เช็ดน้ำมูกให้ไม่คิดเงินหรอกจ๊ะลูก
เมื่อรวมทั้งหมด เป็นราคาเต็มของความรักไม่คิดเงินเหมือนกัน


เมื่อลูกชายของเราอ่านสิ่งที่แม่เขียน
น้ำตาหยดโตก็ไหลออกมา
เขาสบตาแม่และพูดว่าแม่ครับ ผมรักแม่จริงๆนะครับ
แล้วเขาก็เอาปากกา
เขียนหนังสือตัวโตว่า จ่ายหมดแล้ว


แม่จ่ายหมดแล้ว แต่ลูกทอนให้ยังไม่หมด.....

2007/Apr/25

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงง่ายที่สุด แต่เกิดประโยชน์มากที่สุด

ในช่วงเวลาของชีวิต บางครั้งมีคำถามมากมาย ที่ยากในการตอบ ยากต่อการทำความเข้าใจ โดยเฉพาะคำถามที่เกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจกันและกันในหมู่ผู้ร่วมงาน ลูกน้อง หัวหน้า หรือแม้แต่คนใกล้ชิดที่เรารักที่สุด กับคำถามที่ว่า..... ทำไมเขาถึงต้องทำอย่างนั้น ทำไมเขาต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมเขาไม่รู้จักเปลี่ยงแปลงตัวเองบ้าง จนบางครั้งความรู้สึกเช่นนี้ทำให้อารมณ์เราขุ่นมัว.....

แต่เราอาจจะลืมบางอย่างไปว่า การเปลี่ยนแปลงคนอื่นนั้นเป็นการเปลี่ยนที่ยาก และต้องใช้กำลังใจสูง เพราะยิ่งคิดจะเปลี่ยนเขา ก็ยิ่งมีเรื่องที่ทำให้ใจขุ่นมัว ยิ่งขัดเคืองแค้นใจ จนบางครั้งผิดใจกันไปเลยก็มี

แล้วทำไมเราไม่ลองเปลี่ยนมุมมองในการแห้ปัญหานี้ โดยการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าปละเราควบคุมได้ เพราะเรารู้และเข้าใจตัวเองมากกว่าว่าเราเป็นอย่างไร และแท้จริงแล้วหากเราเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนใจเย็นขึ้น ไม่มักโกรธ รู้จักจับแง่คิดเป็น แม้ในเหตุการณ์อันเลวร้าย เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรู้จักให้อภัยใจกว้าง รู้จักปล่อยวางอารมณ์ หันมาทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาให้มากขึ้น สมกับผู้มีธรรมะเป็นอาภรณ์

และผลจาการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นจากตัวเรานี่แหละ จะกลายเป็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ประเสริฐสุดมากกว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีกทั้งยังมีอานุภาพน่าเชื่อถือที่สุด มีผลต่อคนรอบข้างมากที่สุด เพราะการเปลี่ยนแปลงไปสู้สิ่งที่ดีของเรานี้ จะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้แก่คนรอบข้าง ให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่การกระทำที่ดีกว่าเช่นกัน เพราะเขาจะสัมผัสได้ว่าธรรมะ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรานำมาประพฤติปฏิบัติอยู่นี้ของดีจริง

ดังนั้น ศักราชใหม่นี้ ขอให้เป็นศักราชชัยที่เราจะได้มาสำรวจตัวเอง เพื่อแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีกว่าเดิม.....๐

ที่มา : วรสารอยู่ในบุญ ฉบับที่ ๓๙ ประจำเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙